แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ category-review แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ category-review แสดงบทความทั้งหมด

09 เมษายน, 2558

บันทึก1ปีกับ Mirrorless...เริ่มเล่นกล้องมา365วันแล้วนะ

วันก่อนเขียนบล๊อก บันทึก "เริ่ม" ใช้คอมพิวเตอร์มาครบ 10 ปีแล้วนะ ไป มาวันนี้ก็ครบ 1 ปีที่เริ่มเล่นกล้องมา ดังนั้นก็จัดไปอีกบล๊อกละกัน (ฮา)

เริ่มจากไม่ชอบ(โดน)ถ่ายรูป

- ความทรงจำตั้งแต่เด็กคือเป็นคนไม่ชอบ (โดน) ถ่ายรูปประกอบกับสมัยก่อนกล้องฟิล์มมันใช้ยาก ดังนั้นเลยไม่รู้สึกสนใจกล้องถ่ายรูปทุกประเภทจนเมื่อปีสองปีที่แล้วนี่เอง
- เหตุเกิดเนื่องจากพอทำงานแล้วบริษัทชอบพาไปเที่ยว (เลี้ยงดีๆ) ก็เลยถ่ายรูปบันทึกความทรงจำไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าการถ่ายรูปก็สนุกดีนะ
- แต่ตอนนั้นก็แค่ใช้มือถือถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เท่านั้น ขอบคุณ htc
- สุดท้ายก็มีความคิดที่จะซื้อกล้องขึ้นมา ตอนนั้นยังไม่มีข้อมูลอะไรทั้งสิ้น เรียกได้ว่าไม่รู้อะไรเลยเพราะปกติใช้แต่กล้องมือถือ ก็เลยต้องหาข้อมูลมากหน่อย แต่สรุปได้ประมาณนี้...

กล้องมือถือ ของแถมจาก Smartphone 
ไม่ต้องเสียเงินซื้อหากคุณมีมือถือที่มีกล้องติดมาให้ในตัว แต่ก็อย่างที่บอกว่ามันตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ได้ แต่ไม่ใช่กับคนที่เริ่มอยากได้ภาพถ่ายสวยๆ เวลาไปเที่ยวซะแล้ว

กล้อง Compact จิ๋วๆ ระดับพอรับได้
เป็นกล้องเล็กๆ ทรงสี่เหลี่ยมแบนๆ เวลาเปิดเครื่องจะมีเลนส์ยาวๆ ขนาดย่อมๆ ยื่นออกมา ที่บ้านก็มีอยู่อันนึ่ง แต่คุณภาพก็ไม่ได้ต่างจากใช้มือถือเท่าไหร่ รุ่นใหญ่ๆ ก็ดีขึ้นนั้นแหละ แต่ไม่เอาดีกว่า

DSLR กล้องใหญ่ดำเมี่ยมของมือโปร
มันคือกล้องใหญ่ที่ช่างถ่ายใช้กัน ไม่ต้องอธิบายมากเนอะ? คุณภาพและการปรับแต่งสุดๆ อยู่แล้ว แต่ไม่ผ่านเกณท์เพราะมัน ใหญ่! ไป

สมัยก่อนมีตัวเลือกแค่ 3 ตัวที่ว่าไปเท่านั้น ทำให้แม้มีความคิดจะถ่ายรูปเล่นนานแล้ว แต่ไม่อยากลงทุน คอมแพ็คก็ไม่ได้ดีกว่ามือถือมากนัก แล้วDSLRก็ใหญ่ไป พวกบริษัทกล้องคนเห็นว่ามีคนคิดแบบนี้หลายคน งั้นออกกล้องที่มันอยู่ตรงกลางระหว่างคอมแพ็คกับDSLR...นั่นคือ

Mirrorless!


เอาล่ะ กลับเข้าเรื่อง ... เมื่อมี mirrorless ออกมาเลยทำให้เราตัดสินใจละจากมือถือมาใช้กล้องได้ง่ายขึ้น และตัดสินใจซื้อในที่สุด

สำหรับคนที่ต้องการรู้ละเอียดกว่านี้ไปอ่านเรื่องกล้องได้ใน มือใหม่หัดถ่ายรูป - ตอนที่ 1 มารู้จักกล้องดิจิตอลกันเถอะ นะ

โดยเลือกของค่าย Sony นะ

Sony NEX-5T คู่มือที่ใช้มา1ปี ... แน่นอนว่ารูปนี้ใช้ htc ถ่ายให้เพราะมีกล้องอันเดียว

- เหตุผลข้อที่หนึ่งคือบอดี้และดีไซน์รูปลักษณ์ของกล้องมันสวยที่สุด และมีสีขาวให้เลือกซื้อ กล้องมิเรอร์เลสของค่ายอื่นอย่าง Cannon, Nikon ที่เป็นค่ายใหญ่ฝั่งDSLRก็ดูจะไม่ใช่ทางเลือก ส่วน Olympus, Panasonic, Fujitsu พวกนั้นดีไซน์ออกมาเป็นกล้องแบบดั้งเดิมน่าจะเอาใจคนชอบวินเทจได้ แต่ไม่ใช่เรา (ฮา)
- มีคนบอกว่า Sony เลนส์แพงนะ กลัวป่ะๆ ... หึหึ แพงจริงแต่กล้องสวย ยอมๆ
- เท่าที่อ่านรีวิวมา ดูตัวเองเข้ากับค่าย Sony มากที่สุด เพราะเหมือนโซนี่จับตลาดกลุ่มคนจริงจังแต่ไม่จริงจังกับการถ่ายภาพ เอ๊ะ ยังไงนะ (หมายความว่าปุ่มและตัวควบคุมทำออกมาแบบใช้ง่ายสุด แต่อาจจะขัดใจคนชอบกล้องแบบดั้งเดิม)
- เซ็นเซอร์รับภาพของกล้องมิเรอร์เลส Sony ใหญ่เท่ากล้อง DSLR รุ่นเล็กเลย
- เหนือสิ่งอื่นใดคือมันสวยนั่นแหละ 555

แล้วเรื่องการใช้งานล่ะ

ตั้งใจไว้ว่าถ้าซื้อกล้องมา แน่นอนเราจะไม่ซื้อคอมแพ็คอยู่แล้ว ต้องเป็นกล้องระดับ(เกือบ)โปร แล้วการจะซื้อกล้อง(เกือบ)โปรมาใช้งานโหมด Auto มันก็ยังไงอยู่ เลยต้องซื้อหนังสือถ่ายภาพมาอ่านกันเลย

*หมายเหตุ โหลด Auto ของกล้องระดับนี้ไม่ใช่ว่าไม่ดี คือมันฉลาดมาก แต่บางครั้งก็ไม่ถูกใจคนถ่าย เรามักจะใช้ Auto กับสถานการณ์ที่มันเร็วจริงๆ ปรับค่ากล้องไม่ทัน ก็ Auto นี่แหละ แกคิดให้หน่อยละกัน ฉันกดชัตเตอร์อย่างเดียว

- ทฤษฎีการถ่ายภาพ เป็นอะไรที่ make sense แต่ปัญหาคือมันเยอะสำหรับมือใหม่ ทำให้แรกๆ จำไม่ได้เลยว่าสถานการณ์แบบนี้ต้องตั้งค่ายังไง
- แรกๆ จะถ่ายช้ามาก รูปนึงคิดก่อน1นาทีกว่าจะหาเจอว่าต้องปรับอะไร
- ทริปแรกที่ไปเที่ยว "ถ่ายไม่ทัน" ก็เลยต้องกลับมาใช้โหมด Auto ไปก่อน
- มีวันนึงไปเดินเล่นรอบมหาลัยแล้วฝึกถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เลยด้วย
- กว่าจะเริ่มใช้เป็นก็ประมาณ6เดือนต่อมา ไม่ใช่เป็นช้านะ แต่ไม่ค่อยได้ไปไหนเลย (เป็นคนเที่ยวน้อย แต่ดันอยากถ่ายรูป)

เลนส์ ถ้าจะเล่นยังไงก็เสียตังค์เพิ่ม

ขึ้นชื่อว่าเป็นกล้องดิจิตอลชนิดเปลี่ยนเลนส์ได้ ดังนั้นถ่ายไปสักพักมีเรื่องต้องควักเงินแน่นอน โดยชนิดของเลนส์กล้องแบ่งคร่าวๆ เป็น 4 ชนิดคือ เลนส์มุมกว้าง (wide), เลนส์ธรรมดา (normal), เลนส์ถ่ายไกล (tele), เลนส์ถ่ายของเล็กๆ (macro) โดยปกติแล้วเขาว่ากันว่าสายถ่ายวิว ให้ซื้อเลนส์ไวด์มุมกว้างเพราะจะได้เก็บภาพวิวได้เต็มๆ แต่

เราซื้ออันแรกก็เลนส์เทเลถ่ายไกลเลย

เพราะการถ่ายวิวแบบเรา ส่วนใหญ่จะถ่าย crop รูป ไม่ถ่ายเก็บภาพใหญ่ๆ เต็มๆ มากกว่า

ไม่ถ่ายภาพคนนะ!

- อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าเป็นคนไม่ชอบโดนถ่ายรูป ก็เลยไม่ค่อยถ่ายรูปคนอื่นไปด้วย ... งั้นซื้อกล้องมานี่ ถ่ายอะไรบ้างล่ะ
- ค้นพบว่าตัวเองเป็นสายถ่าย Landscape (วิวทิวทัศน์) และ Object (สิ่งของ) ตั้งแต่ก่อนจะซื้อกล้องแล้วไงล่ะ


- ถ้าจะถ่ายคนจริงๆ ส่วนใหญ่จะถ่ายแบบ Candid (คนที่เป็นแบบไม่มองกล้อง ทำท่าเป็นธรรมชาติเพราะไม่รู้ตัว) ด้วยความคิดที่ว่าเราจะถ่าย "ฉาก" คนน่ะเหรอ เป็นตัวประกอบฉากไปซะ! (ฮา)

08 กุมภาพันธ์, 2558

[Review] Fury - วันปฐพีเดือด (★★☆☆)

Fury - วันปฐพีเดือด

ให้คะแนน (★★☆☆)

รีวิวนี้เป็นความเห็นส่วนตัว คะแนนที่ให้ทั้งหมดมาจากความประทับใจของตัวเองล้วนๆ ไม่สนกระแส ไม่สนบทภาพยนต์ ไม่สนนักแสดง-ผู้กำกับทั้งสิ้น

ตอนนี้มีกระแส The Imitation Game กำลังมาแรง เรื่องนั้นก็เกี่ยวกับเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่สองเหมือนกันแต่เรื่องนี้ดูแล้วเขียนค้างไว้นานแล้ว (ดองนั่นเอง)

ฟิวรี่เป็นชื่อของรถถังรุ่นเชอร์แมน (รถถังมาตราฐานของฝ่ายอเมริกา) คันที่พระเอกของเรื่องขับ อ่ะ..พูดถึงรถถังแน่นอนว่าเรื่องนี้มันต้องเกี่ยวกับสงครามแน่ๆ ช่วงเวลาของเรื่องฟิวรี่อยู่ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง WWII ซึ่งตอนนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มโต้กลับและบุกเข้าประเทศเยอรมันนีแล้ว

เรื่องนี้มีตัวเอกเด่นๆ 2 คนคือ "วอร์แดดดี๊" (แสดงโดยแบรด พิตต์) ในตำแหน่ง ผู้บัญชาการรถถัง กับ "นอร์แมน" ตำแหน่งผู้ช่วยคนขับและพลปืนกล เรื่องเปิดมาโดยที่เล่าให้เห็นว่าผลปืนกลประจำรถของพวกพระเอกโดนระเบิดเสียชีวิตไป ทำให้กองทัพส่งพลปืนกลคนใหม่มาให้ประจำการแทน แต่พลปืนกลคนใหม่ก็ดันเป็น นอร์แมน เด็กหนุ่มที่ยังไม่เคยลั่นไปปืนฆ่าคนเลยประมาณว่าเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่น่าจะมาเป็นทหารอะไรประมาณนั้น เลยมีดราม่ากันนิดหน่อยระหว่างผลประจำรถถังเดิมกับนอร์แมนที่มองสมาชิกใหม่เป็นแค่ไก่อ่อนที่ทำอะไรไม่ได้

ในเรื่องพวกพระเอกได้รับคำสั่งให้ไปสกัดกองทหารเยอรมันนีที่จุดยุทธศาสตร์หนึ่ง ตอนแรกก็ไปกัน 5 คัน แต่เดินทางไปก็ไปเจอกับรถถัง Tiger ของฝ่ายเยอรมันเข้า ทำให้มีแต่คันของพวกพระเอกเท่านั้นที่หลุดไปถึงจุดยุทธศาสตร์เพื่อทำภารกิจสกัลกองทัพเยอรมันที่กำลังจะเดินทางผ่านไปด้วยรถังแค่คันเดียว

โดยส่วนตัว คาดหวังว่าจะได้เห็นฉาก action รบกันโดยใช้ยุทธการรถถัง/ยานเกราะ แต่ก็มีฉากแบบนี้ไม่เยอะ หลักๆ มี 3 ฉากเท่านั้นคือฉากใช้ขบวนรถถัง+ทหารราบเข้าตีที่มั่นศัตรู (กลยุทธ์มาตราฐานของฝ่ายอเมริกา) ฉากรถถังเชอร์แมน vs รถถังไทเกอร์ แบบ 4ต่อ1 และฉากสุดท้ายที่ไปตั้งหลักต้านทัพเยอรมัน ... นอกนั้นจะเป็นฉากดราม่าประเด็นความโหดร้ายของสงครามที่เล่าผ่านนอร์แมนที่เป็นเหมือนทหารใหม่เพิ่งมาจับปืนฆ่าคน ซึ่งขอตัดคะแนนตรงนี้เพราะอยากดูฉากบู๊โดยใช้รถถังมากกว่าเพราะเคยดูหนังสงครามโลกที่เน้นฉากบู๊มากกว่าดราม่าแบบ U-571 แล้วชอบมาก แต่เรื่องนั้นเป็นทัพเรือ/เรือดำน้ำ

ดังนั้นถ้าใครชอบหนังดราม่า เน้นอารมณ์อาจจะชอบเรื่องนี้มากกว่าเราก็ได้ แต่ถ้าชอบแบบเราก็มีให้ดูแค่3ฉากเท่านั้นแหละ แต่3ฉากนั้นสนุกนะ อลังการโดยเฉพาะคนที่รู้ว่าวิธีการต่อสู้ด้วยรถถังเป็นยังไงจะดูแล้วอินฯ ดี (เราดู Girl und Panzer มาแล้วเลยรู้กลยุทธ์ส่วนใหญ่)

02 กุมภาพันธ์, 2558

[Review] การ์ตูน "ไม่ไทยเบย"

เมื่อพูดถึง "ไม่ไทยเบย" แล้วคุณจะนึกถึงอะไร พบกับการ์ตูนเรื่องสั้นหลากมุมมองกับการตีความที่จะทำให้คุณอดยิ้มไม่ได้


การ์ตูนเล่มนี้เป็น Debut ฉบับพิเศษที่สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์ฯ (CartoonThai Studio) เขาจัดขึ้นมาเพื่อคัดเลือกนักเขียนการ์ตูนประมาณนั้นแหละนะ

โดยส่วนตัวเห็นว่าคอนเซ็ปน่าสนใจดีคือให้แข่งกันในหัวข้อ

ไม่ไทยเบย

อ่ะว้า ... แค่ชื่อหัวข้อก็ไม่ไทยแล้ว แต่ไอเดียที่นักเขียนแต่ละคนเค้นกันมาเล่านั้นสนุกยิ่งกว่า ในเล่มประกอบด้วยการ์ตูนเรื่องสั้น 7 เรื่องซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นความชาตินิยมนิดๆ ของคนไทยที่พูดแต่ปาก หากแต่การกระทำกลับเลียนแบบต่างชาติไปซะหมด

เรื่องที่แนะนำ
- งามอย่างไทยแท้ โดย Firodendon (คนนี้เคยอ่านงานเขามาก่อน เป็นหนังสือประกอบภาพเรื่อง Time to be a Freelance เรื่องนี้ก็แนะนำนะ ใครอยากทำฟรีแลนซ์ลองไปหามาอ่าน) ... เนื้อเรื่องคือโรงเรียนแห่งหนึ่งจะจัดงานวัฒนธรรมแต่คอนเซ็ปปีนี้โรงเรียนกำหนดธีมไว้ให้เป็น "งามอย่างไทยแท้" ปัญหาจึงเกิดขึ้นเมื่อแต่ละชมรมไม่รู้จะแถอะไรให้มันเข้าธีมงาน

- สู้ตัยยัยเจ้าที่ โดย GAPANGMAN ... เรื่องของหนูผัก เจ้าที่(น่ารัก)ที่ครอบครับที่ดูแลอยู่ดันย้ายไปต่างประเทศซะงั้น เป็นการเอาเจ้าที่ไทยไปลุยต่างแดนกันเลยทีเดียว แถมต้องไปบู้กับพวกปีศาจฝรั่งในบ้านหลังใหม่ซะด้วย

- Why so Thai? ทำไมต้องไทยแท้ โดย ไนตี้ ... เรื่องนี้ออกจะซีเรียสนิดๆ คือเป็นการคุยกันระหว่างคน 2 คน คนหนึ่งประมาณว่าชาตินิยม ต้องเป็นไทยเท่านั้น อีกคนก็ให้เหตุผลว่าจริงๆ ควรจะกลางๆ พอนะเพราะวัฒนธรรมไทยก็รับมาจากชาติอื่นเยอะเหมือนกัน ให้ข้อคิดว่าคนไทยมักอายที่จะทำตัวเป็น "ไทย" ไม่เหมือนที่ปากพูด

ก็ลองไปหามาอ่านเล่นละกัน เป็นการ์ตูนที่มีอะไรมากกว่าที่คุณคิดนะ ;)

17 มกราคม, 2558

[Review] คอร์ส Android Developer by TheCheeseFactory (nuuneoi.com)





คะแนนของคอร์ส ดูภาพรวมให้ (★★★★☆)
แต่ถ้าความประทับใจส่วนตัวให้ (★★★★★)

เดี๋ยวบอกเหตุผลข้างล่าง

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเข้าคอร์ส Android Developer by The Cheese Factory (nuuneoi.com) มา ... เลยจะเอามารีวิวซะหน่อย




สถานที่เรียน

ครั้งนี้จัดที่ Hubba เอกมัย ซึ่งเป็น Co-Working Space ประมาณว่าพื้นที่/ออฟฟิศให้เช่ามานั่งทำงานนั่นแหละ


โดยรวมก็น่านั่งดี บรรยากาศร่มรื่น เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น ภาพห้องเรียนดูจากรูปถ่ายทั้งคลาสข้างบนได้เลย ถอดรองเท้าด้านนอก (ชอบตรงนี้แหละ) มีสวนเอาไว้นั่งกินข้าวได้ที่หลังบ้าน

แต่ข้อเสียที่เห็นชัดที่สุด (ไม่นับราคาค่าใช้สถานที่นะ) คือมันไกลจาก BTS มากๆๆๆๆ

กะ .. ไกล!

จากรูปนี่คือแค่ระยะทางจากปากซอยก็ไกลพอสมควรแล้วนะ เดินไป BTS เอกมัยไกลกว่าอีก และเรียกรถไม่ค่อยได้ด้วย

รู้สึกว่ารุ่นต่อๆ ไปพี่่เนยเขาจะย้ายไปสอนที่โรงแรมเอเชียแทนแล้วล่ะ แต่ยังไงเช็กกับเว็บต้นทางด้วยนะ เพราะน่าจะเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ

Welcome to the Class!

สภาพห้องเรียนดูจากรูปด้านบนได้เลย โต๊ะเล็กไปซะหน่อย ส่วนรูปข้างล่างนี่เป็นมุมมองของเราเวลานั่งดูกระดานกับสไลด์ละนะ นั่งกันแถวหน้าสุดเลย (ฮา)

เอ้า! เปิดสกิลเสมียนเลเวล96 ... พิมพ์เข้า! พิมพ์ๆ แกรกๆๆๆๆ

แล้วคอร์สนี้เป็นยังไงบ้าง?

ตามชื่อคอร์สละนะ แน่นอนว่าคอร์สนี้สอนเขียนแอนดรอยด์แอพอยู่แล้ว เป็นการเขียนแอพแบบ Native นะ ใครคิดจะเขียนเกมจะไม่เหมาะกับคอร์สนี้ พวกนั้นพี่เนยแนะนำให้ไปใช้ Unity ดีกว่า

ตัวแอพเขียนด้วย Android Studio (มาถึงยุคที่เราจะบอกลา Eclipse กันแล้วนะ) และรันเทสบนเครื่องจริง ใครไม่มีมือถือแอนดรอยด์สามารถยืมได้ในคลาส .. แต่โน๊ตบุ๊คต้องเอาไปเองนะ


ในคอร์สนี้เราจะได้เอกสารเป็นสไลด์หนาครึ่งรีม (หนามาก เกือบ200หน้าเห็นจะได้ O__O) สรุปโค้ดแบบ "Cheese-Sheet" 1เล่ม และประกาศนียบัตร1ใบ หึหึ

แล้วคอร์สนี้มันดียังไงล่ะ

ปกติแล้วคอร์สสอนอะไรขั้น Advance ในประเทศไทยมักจะหาไม่ค่อยได้ (ไม่ใช่แค่ด้านโปรแกรมมิ่งนะ จะคอร์สเรียนภาษาหรืออะไรพวกนี้ ไม่มีคนเปิดสอนเลย) ดังนั้นส่วนใหญ่เลยถือคติว่า "อยากได้ต้องทำเอง" และมันใช้เวลานานมากกว่าจะได้มา หมายความว่าต้องอ่านเอง Googleเอง ลองผิดลองถูกเอง ... แอนดรอยด์ก็เช่นกัน

แต่พอคอร์สนี้เปิดเท่านั้นแหละ เราก็จะไม่รอช้าที่จะสมัครมาลองเรียนดู

สาเหตุเพราะพี่เนยเป็นคนที่ฝ่าฟันกับเจ้าแอนดรอยด์มาตั้งแต่รุ่นแรกๆ ออกมาเลย ดังนั้นเขาจะเป็นคนที่รู้ค่อนข้างดีว่าสมัยก่อนเขาทำกันยังไง รู้วิธีที่ดีที่สุดสำหรับแอพส่วนใหญ่ว่าควรจะเขียนอย่างไร (เจ็บมาเยอะแล้ว)

21 ธันวาคม, 2557

[Review] The Hobbit 3 - The Battle of the Five Armies (★★☆☆)

The Hobbit 3 - The Battle of the Five Armies 

ให้คะแนน (★★☆☆)


รีวิวนี้เป็นความเห็นส่วนตัว คะแนนที่ให้ทั้งหมดมาจากความประทับใจของตัวเองล้วนๆ ไม่สนกระแส ไม่สนบทภาพยนต์ ไม่สนนักแสดง-ผู้กำกับทั้งสิ้นนะ (ฮา)

เคยคิดจะเขียนรีวิวหนังที่ดูนานแล้วแต่ไม่ได้เขียนซะทีเพราะเป็นคนที่เข้าโรงหนังปีละ2ครั้ง (ปีนี้เข้าโรงหนังเพราะดู Godzilla ตอนกลางปี และปลายปีก็เข้าไปดู Hobbit อีกเรื่องนึง) วันนี้เพิ่งไปดู The Hobbit มาเลยเขียนรีวิวซะหน่อย

เรื่องนี้เป็นการรีวิวหนังเรื่องแรกก็เลยอยากพูดอะไรไว้หน่อยละกัน ... การรีวิวหนังของเราจะไม่รีวิวแบบชาวบ้าน (อินดี้เรอะ?) คือแบบว่า ปกติเวลาหนังใหม่มาเนี่ยจะมีการรีวิวจากพวก "นักวิจารณ์" ปล่อยออกมา บางเรื่องที่เราชอบมากแต่รีวิวกลับบอกว่าบทอ่อนบ้าง เนื้อหาไม่แปลกใหม่บ้าง หรือบางเรื่องเห็นเขารีวิวว่ามันสนุกมากแต่เราไปดูแล้วเนื้อเรื่องเครียดกดดันดูแล้วไม่ชอบบ้าง คือความคิดเราหนังจะเป็นยังไง ถ้าดูแล้วสนุกก็คือให้คะแนน เป็นรีวิวแบบนั้นละกัน ตามใจคนเขียนนะจ๊ะ หึหึ
อ้อ ข้างล่างเป็นเล่าเรื่องทั้งหมดนะ พอดีเป็นคนชอบอ่านเนื้อเรื่องหนังก่อนเข้าไปดูแต่หายากมาก ไม่ค่อยมีคนเล่า เลยจะเล่าไว้ให้เผื่อคนที่ชอบแบบตัวเองจะได้มาหาอ่านได้

เอาล่ะ ฮอบบิทภาคนี้ก็เป็นภาคสุดท้ายกันแล้วสำหรับซีรีย์ The Hobbit ปิดฉากการเดินทางในมิดเดิ้ลเอิร์ธอย่างสมบูรณ์ ภาคที่แล้วกับภาคก่อน บิลโบและคณะเดินทางมาถึงเอเรบอร์ ภูเขาโลนลี่และจัดการไล่มังกรสม๊อกออกไปได้แล้ว แต่สม๊อกก็ยังไม่ตายแต่มุ่งหน้าไปยังหมูบ้านกลางทะเลสาบแทน อารมณ์แบบกะหาที่ระบายอารมณ์มาก และแน่นอนว่ามันจะต้องถูกจัดการด้วยบาร์ดและลูกศรดำนั่นตามฟอร์ม

หลังจากนั้น พอไม่มีสม๊อกคุมภูเขาแล้ว ข่าวลือก็แพร่ออกไปทำให้ทั้งเอลฟ์ ออร์ก และคนแคระ บลาๆๆ ต่างต้องการมุ่งหน้ามาที่ภูเขานี้และยึดมันไว้เป็นของตัวเองรวมทั้งหมด 5 กลุ่ม หรือ 5 ทัพตามชื่อภาคนั่นแหละ (แต่หลังจากดูนับๆ แล้วมันก็ไม่เชิง 5 นะ ฮ่าๆ) แล้วหลังจากตบตีฟันแทงกันจนจบเรื่อง บิลโบก็ได้เดินทางกลับไชร์พร้อมแหวนเอกธำมรงค์ที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดเหตุการณ์ใน Lord of the Ring ต่อไป

เนื่องจากเป็นภาคสุดท้าย เรื่องต้องจบที่ภาคนี้และเป็นเรื่องเกี่ยวกับสงครามด้วย เรื่องหาเลยค่อนข้างหนัก การเล่าเรื่องสลับไปสลับมา จะว่าเร็วก็เร็วและห้วนไปนิดนึง บางอย่างดูแล้วขัดใจ ดราม่าเยอะ และตัวละครบ้างตัวที่ไม่คิดว่าจะตายก็ดันตายซะนี่

เรื่องเอฟเฟคก็ทำได้ดีตามมาตราฐานซีรีย์ Hobbit และ LOTR ให้อันนี้ให้คะแนนเต็มแต่ฉากที่ใช้ CG แบบภาคที่แล้วตอนสู้กับสม๊อกมีน้อยกว่า ส่วนใหญ่เป็นการตบตีกันระหว่างกองทัพมากกว่า

12 กันยายน, 2557

~10 หนังในดวงใจ


ตอนนี้ย้ายบล๊อกไปอยู่ที่นี่แล้วครับ แต่บทความยังอยู่นะ ตามไปอ่านบทความต่อได้ที่:
กดเลย --> http://www.tamemo.com/post/57/

09 กันยายน, 2557

~ชื่อหนังสือ 10 เล่มที่ติดอยู่ในใจ


ตอนนี้ย้ายบล๊อกไปอยู่ที่นี่แล้วครับ แต่บทความยังอยู่นะ ตามไปอ่านบทความต่อได้ที่:
กดเลย --> http://www.tamemo.com/post/56/

14 กันยายน, 2556

~[Review] WACOM Bamboo Fun .. Pen & Touch ( generation 3 )


ตอนนี้ย้ายบล๊อกไปอยู่ที่นี่แล้วครับ แต่บทความยังอยู่นะ ตามไปอ่านบทความต่อได้ที่:
กดเลย --> http://www.tamemo.com/post/15/